เมืองไทยวันนี้

ประหารชีวิตรายวัน
ขบวนการค้ายาบ้ากำเริบหนัก ขับรถกระบะขนยาบ้าแหกด่านชนแผงเหล็กกระเด็น ตำรวจพบพระกระโดดหนีตายจ้าละหวั่น ก่อนขับรถไล่ล่ากันบนถนน แต่คนร้ายขับรถมืออ่อนซิ่งแหกโค้งพลิกคว่ำเลือดสาดตะเกียกตะกายหนี ค้นในรถพบยาบ้ากว่าแสนเม็ดซุกอยู่ในถุงปุ๋ย ขณะที่ศาลอาญาธนบุรีพิพากษา ประหารชีวิตหนุ่มหนองคายกับสาวพม่าสถานเดียว ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานค้ายาบ้าจำนวนมากเป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อสังคม

เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 30 ก.ย. จากการสืบทราบของ พ.ต.ท.วิรัติ พ่วงอินทร์ รองผกก.(ป) สภ.อ.พบพระ จ.ตาก ว่า จะมีการลักลอบขนยาบ้าโดยทางรถยนต์ ผ่านมาทางถนนสายพบพระ-อุ้มผาง จึงนำกำลังไปตั้งจุดสกัดระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 42-43 บ้านทีบาโบ หมู่ 8 ต.พบพระ ต่อมามีรถปิกอัพยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ทะเบียน บท-6754 นครสวรรค์ วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เจ้าหน้าที่จึงให้สัญญาณหยุดขอตรวจค้น แต่คนขับกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนแผงเหล็กกั้นกระเด็นตกข้างถนน เจ้าหน้าที่ต้องกระโดดหลบหนีตายกันจ้าละหวั่น จากนั้นรถคันดังกล่าวมุ่งหน้าหลบหนีไปทางบ้านทีบาโบ หมู่ 12 ต.พบพระ เจ้าหน้าที่จึงขับรถไล่ล่าตามไปอย่างกระชั้นชิด กระทั่งมาถึงบริเวณโคกหักศอกห่างจุดตั้งด่านประมาณ 500 เมตร รถของคนร้ายเกิดเสียหลักแหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบ คนร้าย 2 คนได้ตะกายหนีออกจากรถและวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทางหายไปอย่างรวดเร็ว

จากการตรวจค้นรถพบสภาพพังยับเยิน กระจกแตกละเอียดทั้งคัน ที่เบาะนั่งมีรอยเลือดเปื้อนเต็มไปหมดคาดว่าคนร้ายทั้งคู่คงบาดเจ็บ ภายในพบถุงปุ๋ยตกอยู่ เมื่อเปิดออกตรวจสอบพบยาบ้าเม็ดสีส้มหุ้มด้วยถุงพลาสติกจำนวน 53 มัดรวม 106,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นทราบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของนายก้าเน้ง แซ่ม้า อยู่บ้านเลขที่ 11/378 บ้านทีนาโบ หมู่ 8 ต.คีรีราษฏร์ อ.พบพระ จึงระดมกำลังพร้อมหมายศาลไปปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านนายก้าเน้ง เพื่อขยายผลการจับกุม แต่นายก้าเน้งและครอบครัวไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งจะได้ติดตามตัวมาสอบสวนต่อไป

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.นิวัฒน์ มาตะราษ สว.ป. สภ.อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นำกำลังพร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 69/2 หมู่ 4 แขวงหลักสอง เขตบางแค กท. ซึ่งเป็นบ้านพักของนายจิ๋ว ชาวเขาเผ่ารั้ว และเป็นลูกจ้างของสวนกล้วยไม้ย่านบางแค ผลการตรวจค้นพบยาบ้า 11,800 เม็ดซุกซ่อนอยู่ จึงควบคุมตัวนายจิ๋วไว้สอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นเอเย่นต์รับยาบ้ามาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง นำตัวส่งดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญาธนบุรีเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาคดียาเสพติดที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมร หรือเกษม วงศ์คำหมู อายุ 27 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย และ น.ส.หญิง ศรีอัจฉรา อายุ 20 ปี ชาวพม่า เป็นจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามฟ้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 44 ระบุความผิดจำเลยทั้งสองสรุปว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.43 เวลากลางคืนจำเลยได้กระทำผิดกฎหมาย ด้วยการมียาบ้าจำนวน 46,000 เม็ดไว้ในครอบครองและขายให้แก่สายลับและเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บก.สปพ.(191) ที่ปลอมตัวเข้าล่อซื้อในราคา 750,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.ดำเนินคดี พร้อมยึดยาบ้าและโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง เป็นของกลาง เหตุเกิดที่ไพบูลย์อพาร์ตเม้น ย่านบางแค กทม. โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยตลอด ส่วน น.ส.หญิง จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างว่าไม่ทราบว่าสิ่งของที่บรรจุในถุงเป็นยาเสพติด

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความของ พ.ต.ท.สุพัชร พึ่งพวง และ จ.ส.ต.สุเทพ นาคครุฑ กับพวกที่จับกุมเบิกความรับฟังได้ว่า รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์นำยาบ้ามาจำหน่ายให้ลูกค้าใน กทม. จึงติดต่อเข้าล่อซื้อยาบ้าจำนวน 1 แสนเม็ด ราคา 1.5 ล้านบาท และติดต่อกันเรื่อยมา ในที่สุดจำเลยหายาบ้าได้จำนวนที่ถูกจับกุมได้ โดยศาลเห็นว่าพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนมีการวางแผนจับกุม ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองที่จะเบิกความใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ นอกจากนี้จากข้อเท็จจริงทราบว่าจำเลยได้เปิดห้องพักในอาคารดังกล่าวถึง 3 ห้อง เพื่อใช่ปิดบังอำพรางการกระทำผิดและหลอกล่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อนจับกุมจำเลยก็ตรวจรับเงินที่ล่อซื้อในห้องพัก ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นเพียงข้ออ้างลอยๆ ศาลเชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องจริง แม้จำเลยที่ 1 จะรับสารภาพโดยตลอดก็ตาม แต่ของกลางมีเป็นจำนวนมากนับเป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของชาติ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษให้พิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยนทั้งสองสถานเดียวแล้วริบของกลาง.

ขออภัยกำลังจัดทำ


Bandhit Press ( logo_bdp_b.gif : 7kb. )
Bandhit Press
e-mail : webmaster@bandhit.com