สนพ.บัณฑิต หนังสือคอมพิวเตอร์คุณภาพ

 

 
 

.ครูสมบูรณ์



"วันหนึ่งขณะที่นั่งดูข่าวโทรทัศน์สมัยนั้นยังเป็นโทรทัศน์ขาว - ดำ ช่อง 4 บางขุนพรหม เห็นภาพข่าวในหลวงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนประชาชนที่ อ.พระแสง ซึ่งมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นพร้อมทรงให้เฮลิคอปเตอร์ 2 ใบพัดขนชิ้นส่วนรถแทรกเตอร์ จำนวนถึง 4 เที่ยวเพื่อนำมาประกอบและใช้เป็นเครื่องมือสร้างถนน เนื่องจากแต่ก่อน อ.พระแสงยังไม่มีถนนที่จะสามารถนำรถแทรกเตอร์เข้ามาได้ รวมทั้งเห็นภาพทรงประทับอยู่หน้าสำนักงานสาธารณสุข อ.พระแสง ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชน"
ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความประทับใจและตื้นตันใจ ให้แก่ครูสมบูรณ์อย่างมาก พร้อมตัดสินใจในทันทีว่า จะขอเดินทางไปเป็นครูที่โรงเรียนบ้านย่านดินแดง ในพื้นที่ อ.พระแสงแห่งนี้
แนวคิดดังกล่าวถูกทัดทานจากคนในครอบครัวอย่างหนัก พร้อมมีการพูดโน้มน้าวอยู่ตลอดเวลาว่า "ไกลขนาดนั้น ลำบากก็ลำบาก เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว การเดินทางก็ลำบากมาจากกรุงเทพฯ ต้องมาลงรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านส้อง มีแต่รถเครื่องเท่านั้นพอที่จะไปได้ ยิ่งช่วงหน้าฝนรถเครื่องก็หมดสิทธิ์ ระยะทางที่จะไปโรงเรียนบ้านย่านดินแดง ลำบากมากสองข้างทางมีแต่ป่า"
"ก่อนถึงอำเภอต้องข้ามแม่น้ำตาปีซึ่งคั่นอยู่ระหว่างเวียงสระกับพระแสง ต้องนั่งเรือแจวหรือเรือพาย ก่อนที่จะข้ามชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าแม่น้ำตาปีมีเข้(จระเข้)มาก เวลาข้ามฟากต้องระวังอันตราย แต่ตั้งใจแล้วก็ไม่ยอมท้อถอย ใครได้ยินชื่อพระแสงตอนนั้นใคร ๆ ก็ไม่อยากจะมาอยู่ที่นี่" ครูสมบูรณ์ เล่าถึงความเป็นห่วงที่พ่อแม่มีต่อลูก เพราะไม่อยากให้ต้องมาตกระกำลำบาก
แต่การพูดโน้มน้าวจากคนในครอบครัว ไม่ได้ทำให้จิตใจของครูสมบูรณ์ที่มุ่งมั่นหดหายไป พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกับพ่อ - แม่ว่า "ขนาดในหลวงยังเสด็จฯ ไปได้ และทำไมเรื่องเล็ก ๆแค่นี้เราจะทำเพื่อในหลวงของเราไม่ได้ แต่ช่วงนั้นก็พูดแก้ขัดไม่อยากขัดใจพ่อแม่พี่น้องว่า จะไปเป็นครูที่นั้นสัก 4 - 5 ปีเท่านั้น จึงเก็บข้าวของเดินทางมา อ.พระแสง เมื่อปลายปี 2511"

 






"หลายคนย้ำนักย้ำหนาว่าคลองตาปี จระเข้เยอะ..ทุกคนห้ามหมดเขาว่าผู้หญิงตัวคนเดียว จะอยู่อย่างไรไกลขนาดนั้น.."
"ก็เลยบอกว่าขอเถอะ อยู่แค่ 4 - 5 ปีเอง เดี๋ยวกลับ..ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าจะเป็นทั้งชีวิต เพียงเพราะแววตาของเด็ก ๆ ที่มองเรา…"
"ที่นี่ อะไร อะไร ก็ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน บางทีก็น้อยไป บางทีก็มากไป..ฉันตัดสินใจเลือกที่นี่ ก็เพราะฉันเห็นในหลวงท่านยังมาได้…"
"ท่านเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ..และเราล่ะ จะทำสิ่งเล็ก ๆ แค่นี้ไม่ได้เชียวหรือ…!?!

ข้อความประทับใจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนังโฆษณาทางทีวีเรื่อง ครูสมบูรณ์ ที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) มอบหมายให้บริษัทเอเยนซี่เลื่องชื่ออย่าง "ลีโอ เบอร์เนทท์" ผลิตขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลอง เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
"ครูสมบูรณ์" เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลาย ๆ ชีวิต ที่อุทิศร่างกายและหัวใจทิ้งความสุขสบายในเมืองหลวง ไปเผชิญชะตากรรมอันสุดแสนลำบากในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ
บุคคลเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจ จากการเห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะลำบากกันดารเพียงไหน โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
"ครูสมบูรณ์" ไม่ใช่เป็นเพียงตัวละครที่สมมติขึ้น แต่ "ครูสมบูรณ์" หรือนางสมบูรณ์ เสรีเวสารัตน์ มีตัวตนอยู่จริง ยังคงทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติสอนหนังสือให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสในพื้นที่ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี

เมื่อเอ่ยถึง "อำเภอพระแสง" ในอดีตเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยอันตราย กอปรกับภาคใต้ในช่วงนั้นแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ปลอดภัยเพราะเกิดความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติและภาษา
ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า "พระแสง" เดิมเป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อเรียกขานกันว่า "ไทรขึง" เกิดขึ้นเมื่อปี 2448 ต่อมาไม่นานชุมชนบ้านไทรขึงถูกยกฐานะขึ้นมาเป็นตำบล โดยขึ้นอยู่กับ อ.บ้านนาสาร เมื่อประชากรชุมชนเพิ่มมากขึ้นตามสภาวการณ์ ต.ไทรขึง จึงถูกยกฐานะขึ้นมาเป็นกิ่งอำเภอไม่อีกไม่กี่ปีถัดมา
หลังจากนั้น กิ่ง อ.ไทรขึง ถูกยกระดับให้เป็นอำเภอแต่มีการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่จาก อ.ไทรขึง เป็น อ.พระแสง ในปัจจุบัน
ชื่อ "พระแสง" มีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานมาว่า ก่อนหน้านี้ประชาชนใน กิ่ง อ.ไทรขึง ได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมอย่างหนัก พร้อมมีโรคระบาดคุกคามคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยระนาว จนมีพระสงฆ์องค์หนึ่งได้เข้ามาช่วยเหลือปัดเป่าความทุกข์ให้ชาวบ้านจนอยู่เย็นเป็นสุข
เมื่อจะมีการยกฐานะ กิ่ง อ.ไทรขึงขึ้นเป็นอำเภอเมื่อปี 2499 ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันขอใช้ชื่ออำเภอใหม่นี้ว่า "พระแสง" เพราะพระสงฆ์รูปดังกล่าวเข้ามาสร้างทางสว่างให้ชาวบ้านมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน
ย้อนอดีตไปเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา หากใครได้มีโอกาสเดินทางไป อ.พระแสง กว่าจะถึงที่หมายต้องพบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่ก่อนเส้นทางสัญจรสายแรก จะต้องเดินทางโดยเรือกลไฟหรือเรือหางยาว ออกจากท่าเรือตัวเมืองบ้านดอน อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ล่องไปตามลำน้ำตาปี ที่ไหลคดเคี้ยวเป็นระยะทางยาวเกือบ 200 กิโลเมตร ใช้เวลานานนับสัปดาห์กว่าจะถึงที่หมาย คงไม่ต้องบรรยายถึงความยากลำบาก
แต่ในทางกลับกันหากชาวบ้านจาก อ.พระแสง จะเดินทางเข้าทายังในเขต อ.เมืองสุราษฎร์ธานี เขาใช้วิธีนำไม้ไผ่ซึ่งหาได้ไม่ยากในสมัยนั้น มาต่อเป็นแพไหลล่องไปตามแม่น้ำตาปี และเส้นทางสายน้ำดังกล่างยังเป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงที่สำคัญอีกด้วย
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งถ้าเดินทางมาลงที่สถานีรถไฟบ้านส้อง อ.เวียงสระ ก็จะเดินทางต่อไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือบางครั้งก็ต้องใช้วิธีการเดินเท้าเลาะไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่สองข้างรกครึ้มไปด้วยป่าไม้ ระยะทาง 17 กิโลเมตร ในช่วงหน้าฝนที่รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างไม่ทำงาน
ผิดกับปัจจุบันการเดินทางไป อ.พระแสง สะดวกสบายอย่างมากเดินทางโดยรถยนต์จากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีผ่านไปตามเส้นทางสาย 401 ผ่าน อ.บ้านนาสาร, อ.เวียงสระ ระยะทางเพียง 34 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงที่หมาย

 

"มติชน" เดินทางมายัง อ.พระแสง ดินแดนแห่งตำนาน เป้าหมายเพื่ออยากจะสัมผัสความเป็นตัวตนของครูสมบูรณ์ เสรีเวสารัตน์ ผู้ช่วยอำนวยการโรงเรียนบ้านย่านดินแดง สังกัดสำนักงานประถมศึกษาอำเภอ(สปอ.) พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านครูชนบทที่เป็นลักษณะบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนเนื้อที่ 5 ไร่ ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของพันธุ์ไม้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนหรือเงาะ การต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นสไตล์คนใต้ พร้อมนั่งสนทนาภาษาปักษ์ใต้ด้วยความเป็นกันเอง
"ดิฉันเป็นคนพูดเสียงดัง จนนักเรียนจะล้ออยู่เสมอ ๆ ว่า ถ้าเสียงไม่ดังไม่ใช่ครูสมบูรณ์ตัวจริง" ครูสมบูรณ์พูดเกริ่นถึงความเป็นตัวตนพร้อมหัวเราะเสียงในลำคอ ก่อนจะเล่าถึงความเป็นมาที่ตัดสินใจมาอยู่ อ.พระแสง เมื่อปี 2511 ว่า เมื่อเรียนจบใหม่ ๆ ได้เข้ามาเป็นครูในโรงเรียนสุพัตรา อยู่ในกรุงเทพฯ สอนได้ 2 ปี เพื่อน ๆ ได้ชวนมาสอบบรรจุครู ในสมัยนั้นยังขึ้นอยู่ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัด จนสามารถสอบติด แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปเป็นครูในพื้นที่ไหนดี


 
เมื่อครูสมบูรณ์เดินทางมาสอนโรงเรียนบ้านย่านดินแดงได้ไม่นาน จึงถูกทางอำเภอขอให้ไปช่วยสอนนักเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนพระแสง ที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ซึ่งมีนักเรียนอยู่ 60 คน
"สภาพโรงเรียนพระแสงสมัยนั้นใช้กระดานดำแทนฝาห้อง เวลาห้องไหนมีสอนอีกห้องก็ต้องหยุด เพราะเสียงครูจะดังจนห้องใกล้กันเรียนไม่รู้เรื่อง ส่วนหลังคาก็ผุพังมีรูรั่วมากมายเวลาฝนตกนักเรียนตัวเปียกปอนไปหมด" ครูสมบูรณ์กล่าวถึงความหลังพร้อมระบายความรู้สึกในใจให้ฟังอีกว่า ทุกครั้งเมื่อเห็นแววตาเด็กนักเรียนจะมีกำลังใจทำงานทุกครั้ง
ครูสมบูรณ์ทำงานในฐานะแม่พิมพ์ของชาติ ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ นอกจากจะสั่งสอนให้ลูกศิษย์มีความรู้เท่าทันคนอื่นแล้ว บางครั้งยังต้องลงมือเป็นแม่ครัวทำอาหารให้เด็กนักเรียนรับประทานในมื้อกลางวัน
ครูสมบูรณ์สอนอยู่โรงเรียน พระแสงได้ 2 ปี จึงถูกขอร้องให้กลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านย่านดินแดงเช่นเดิม ซึ่งสภาพก็มิได้แตกต่างจากโรงเรียนพระแสงแต่อย่างใด ต่างกันเพียงที่นี่มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 4 เท่านั้น
"แต่ก่อนภาคใต้จะมีผู้ก่อการร้ายมากเพราะเริ่มมีความขัดแย้งทางด้านความคิดมีผู้ก่อการร้ายเกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่อยู่บ่อยครั้ง ตอนนั้นมีคำสั่งให้เดินทางไปประชุมเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ที่ อ.บ้านนาสาร โดยไปกับเพื่อนครูอีกคนหนึ่งด้วยรถมอเตอร์ไซด์ เมื่อขับมาถึงบริเวณพรุพีก่อนจะถึง อ.บ้านนาสาร ได้เกิดปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ก่อการร้ายเสียงปืนดังสนั่นป่า ด้วยความตกใจจึงรีบขับรถลงคูข้างทาง นอนหมอบในคูนานนับชั่วโมง เมื่อเสียงปืนสงบจึงรีบเดินทางไปประชุมในสภาพมอมแมม และเป็นวันแรกที่ไปประชุมสาย" ครูสมบูรณ์กล่าวถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เสี่ยงต่อชีวิต
เมื่อถามถึงความรู้สึกในฐานะเรือจ้างที่ทำงานมาโดยตลอด 28 ปีเต็ม

จนปัจจุบันโรงเรียนพระแสงและโรงเรียนบ้านย่านดินแดง เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ได้รับคำตอบว่า งานทุกอย่างทำตามหน้าที่และความรู้สึก ไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งใครจะมาเห็นและชื่นชม แต่จะเก็บความทรงจำและความภาคภูมิใจไว้กับตัวเอง เป็นเพียงความรู้สึกเล็ก ๆ ที่พอใจในผลงานที่ทำ
ปัจจุบันครูสมบูรณ์ อายุ 53 ปี เหลือเวลาอีกเพียง 7 ปี จะเกษียณอายุราชการ มีความตั้งใจช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเกษียณก็คือ อยากจะเห็นนักเรียนมีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ ไว้สร้างความรู้ และมีความมุ่งมั่นจะทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ
ชีวิตของครูสมบูรณ์ ทุกวันนี้ยังคงเทแรงกาย แรงใจในการทำงานอย่างเต็มความสามารถ ดั่งคำกล่าวในช่วงท้ายของโฆษณาเทิดพระเกียรติดังกล่าวว่า "ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ขออย่าให้สิ่งที่คุณคิดจะทำ เป็นเพียงแค่ความตั้งใจ เพื่อแผ่นดินนี้ เพื่อในหลวงของเรา"…!?!






. การนำช่วงชีวิตหนึ่งในอดีตของ นางสมบูรณ์ เสรีเวสารัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านย่านดินแดง สังกัดสำนักงานประถมศึกษาอำเภอ(สปอ.) พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี กับความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาสอนหนังสือที่ อ.พระแสง อำเภอที่แสนจะทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ด้วยแรงบันดาลใจจากในหลวง
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของชีวิตครูตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่ชื่อ "สมบูรณ์ เสรีเวสารัตน์" เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2486 เป็นชาว จ.ยะลา โดยกำเนิด ที่บ้านมะลายูบางกอก ต.สะเต้ง อ.เมืองยะลา เป็นบุตรของ นายหนุ้ย - นางเหนียม ขุนปราบ
เข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 4 ที่โรงเรียนบ้านนิปง จากนั้นได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมปีที่ 1 - 5 ที่โรงเรียนเมืองยะลา
ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการช่างสตรียะลา จากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรกจะไปสอบเข้าโรงเรียนช่างที่ทุ่งมหาเมฆ แต่ถูกเพื่อนชักชวยให้เข้ามาเรียนต่อที่วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพฯ จนจบการศึกษา
ประกอบอาชีพเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ครั้งแรกที่โรงเรียนสุพัตรา สอนอยู่ได้ 2 ปี จึงตัดสินใจสอบบรรจุเข้ารับราชการครู และขอบรรจุเข้ามาสอนในพื้นที่ที่ อ.พระแสง เมื่อปี 2511 ซึ่งกันดารอย่างที่สุด เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากภาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จพระราชดำเนินไปยัง อ.พระแสง ด้วยความยากลำบาก
จนกระทั่งปักหลักลงฐานอยู่ที่ อ.พระแสงมานานกว่า 28 ปีสมรสแล้วกับ จ.ส.อ.สนิท เสรีเวสารัตน์ ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วมีบุตรสาวไว้เชยชม 1 คนชื่อ น.ส.ศิลลักษณ์ เสรีเวสารัตน์ ส่งเสียให้เรียนจนจบจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สาขาบริหาร
ครูสมบูรณ์ใช้เวลาอยู่ที่ อ.พระแสง เป็นเวลานาน 28 ปี และมีท่าทีว่าจะปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่ อ.พระแสง ไปจนตราบนานเท่านาน..!!