สมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินสยาม
| ท่ามกลางสมรภูมิอันร้อนระอุไปด้วยการต่อสู้
ฆ่าฟัน
เพลิงลุกไหม้ที่เผาผลาญ
ขบวนช้างมากมายกว่าร้อยเชือกเคลื่อนโถมกระหน่ำราวี
แผ่นดินฉาบทาไปด้วยสีเลือด.....สงครามยุทธหัตถี
พุทธศักราช ๒๐๙๑หนึ่งในขบวนช้างนับร้อยนั้น
วีรสตรีไทยนางหนึ่ง
ขับเคลื่อนช้างพลายสูงหกศอก
เข้าสัประยุทธ์ฝ่ายพม่าอย่างอุกอาจหาญกล้า
ตราบวินาทีสุดท้ายของชีวิต นั่นคือเรื่องราวของ "สมเด็จพระสุริโยไท" วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ สละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง !!! หากนับย้อนไปแล้วประวัติวีรกรรมของพระสุริโยไทได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวเน้นตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุด้วยว่า ทรงมีโอรส ธิดา และนัดดาหลายพระองค์ ที่สำคัญคือ สมเด็จพระมหินทราธิราช โอรสผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา พระธิดาก็อย่างเช่น พระเทพกษัตรี ที่พระไชยเชษฐาแห่งราชอาณาจักรลาวล้านช้างสู่ขอไปเป็น พระมเหสี พระสวัสดิราช หรือ พระวิสุทธิกษัตรี มเหสีพระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก ซึ่งต่อมามีพระราชโอรสและพระธิดา คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา นั่นก็หมายความว่า พระนเรศวร พระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ที่ได้รับการ กล่าวพระนาม เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ล้วนเป็นนัดดาของสมเด็จพระสุริโยไททั้งสิ้น !!! นักประวัติศาสตร์ได้ประมวลหลักฐานจากพงศาวดาร เทียบเคียงเอกสารประวัติศาสตร์ ย้อนรอยไปสู่อดีตกาลถึงเรื่องราวของพระนาง สู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของราชธานีไทย กรุงศรีอยุธยา เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ตั้งแต่พ.ศ.๒๐๓๔ ถึงพ.ศ. ๒๐๗๒ เป็นสมัยที่ราชอาณาจักรอโยธยามีเจ้าเหนือหัวครองราชย์ ถึง ๒ พระองค์ หนึ่งนั้นคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งทรงครองราชย์อยู่ ราชธานีฝ่ายใต้ อันได้แก่ กรุง อโยธยาศรีรามเทพนคร ส่วนอีกหนึ่งนั้นเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระรามาธิบดี ทรงพระนามว่า พระอาทิตยา ครองราชย์อยู่ยังเมืองพิษณุโลกอันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ พระสุริโยไท
ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือแห่งราชวงศ์พระร่วง
ได้อภิเษกสมรสกับพระเยาวราช
จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ
คือพระเฑียรราชา
โอรสขององค์อุปราชพระอาทิตยา
วงศ์ กับพระสนม ในปี ๒๐๙๑
นี่เอง
ที่ทางพม่านำโดยกษัตริย์นามว่า
พระเจ้าตะเบงชะเวตี้
ได้รวบรวม
กำลังแผ่ขยายอำนาจรุกรานไทย
เดินทัพมายังอยุธยา
เกิดเป็นสงครามยุทธหัตถี
เหตุการณ์
ตรงนี้เองที่ได้กล่าวถึงพระสุริโยไทว่าทรงปลอมพระองค์เป็นชายเข้าสู้รบกับพม่าจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง
พระศพสมเด็จพระสุริโยไทได้รับการเชิญไปประดิษฐานไว้ที่สวนหลวงตรงที่สร้างวังหลัง
ต่อมาเมื่อเสร็จสงครามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ทำพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสุริโยไทที่ในสวนหลวงตรงต่อเขตวัดสบสวรรค์
แล้วสร้างพระอารามขึ้นทรงพระเมรุ
มีพระเจดีย์ใหญ่
เรียกว่าวัดสวนหลวงสบสวรรค์
หรือบางแห่งเรียก
วัดศพสวรรค์ |
||
| เรื่องต่อจากนั้นก็มีว่า
ทัพพม่าไม่สามารถจะตีหักเอากรุงศรีอยุธยาได้เพราะฝ่ายไทยได้เปรียบในที่มั่น
และหัวเมืองฝ่ายไทยยังมีกำลังมาก
โดยเฉพาะทัพของพระมหาธรรมราชาซึ่งเสด็จไปครองพิษณุโลก
ได้ยกมาช่วยตีกระหนาบ
พระเจ้าหงสาวดีจึงโปรดให้เลิกทัพกลับไปทางเหนือ แต่จากเอกสารพม่าที่จดจากปากคำให้การเชลยไทยคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในชื่อว่า คำ ให้การชาวกรุงเก่าบันทึกความทรงจำหลังเหตุการณ์ประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ เล่าว่าศึกครั้งนี้ พระมหาจักรพรรดิได้รับคำท้าทายที่จะประลองยุทธหัตถีกับกษัตริย์พม่า แต่เมื่อถึงวันนัด หมายกลับประชวร พระบรมดิลกพระราชธิดาพระองค์หนึ่งจึงรับอาสาฉลองพระองค์ปลอม เป็นชายขึ้นช้างทำยุทธหัตถีเสียทีถูกพระแสงของ้าวกษัตริย์พม่าสิ้นพระชนม์ นับเป็นหลักฐานแห่งการบันทึกประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระนามของพระนางที่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่าง ๆ ซึ่งบันทึกหลังเหตุการณ์ประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ กล่าวถึงเรื่องราวในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสวยราชสมบัติโดยมีพระนางอยู่ในตำแหน่งมเหสี พระราชพงศาวดารมากล่าวพระนามอีกครั้งเมื่อพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ยกทัพล้อมกรุงศรีอยุธยาหลังการเสวยราชสมบัติได้ ๗ เดือน โดยครั้งนั้นพระนางได้ป้องกันพระราชสวามีไม่ให้ได้รับอันตรายโดยไสช้างขวางกั้นพระราชสวามีจากแม่ทัพพม่า จนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง นอกจากนี้ยังมีการบันทึกถึงรายละเอียดปลีกย่อยว่าสมเด็จพระสุริโยไททรงแต่งพระองค์เป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงเครื่องสำหรับราชณรงค์ เสด็จทรงช้าง "พลายทรงสุริยกษัตริย์" สูงหกศอกเป็นพระคชาธาร ซึ่งวิเคราะห์แล้วถือเป็นช้างที่สูงมากในขบวนช้างแม่ทัพฝ่ายไทย เพราะช้างทรงของพระมหาจักรพรรดิคือ พลายแก้วจักรพรรดิ สูงหกศอกคืบห้านิ้ว ช้างทรงพระราเมศวร คือพลายมงคลจักรพาฬ สูงห้าศอกคืบสิบนิ้ว และช้างทรงพระมหินทราธิราช คือพลายพิมานจักรพรรดิ สูงห้าศอกคืบแปดนิ้ว ส่วนช้างของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ คือช้างต้นพลายมงคลทวีปนั้นสูงถึงเจ็ดศอก และช้างของพระเจ้าแปรผู้ประหารพระนาง คือพลายเทวนาคพินายสูงหกศอกคืบเจ็ดนิ้ว สูงกว่าช้างทรงพระสุริโยไทคืบเจ็ดนิ้วเต็ม ร่องรอยแห่งอดีตกาลสั่งสมผ่านบันทึกประวัติศาสตร์ แม้นไม่อาจสัมผัสได้ด้วยสายตา แต่วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของวีรสตรีผู้ทรงนาม "พระสุริโยไท" จะยังคงประจักษ์อยู่ในหัวใจ อนุชนรุ่นหลังมิรู้ลืมเลือน..... เรียบเรียงโดย ปุณิกา ไทยพิทักษ์กุล ศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 262 วันที่ 1 สิงหาคม 2544 |
ขอเชิญท่านแสดงความคิดเห็นได้บนเว็บบอร์ดครับ
Bandhit Press
e-mail : history@bandhit.com